* คราวนี้มาแบบสาระสุขภาพกันหน่อย เนื่องจากเจ้าของบล็อกเป็นอยู่น่ะสิ(ขยันเป็นโรคจริงๆแต่ดันขี้เกียจทำอย่างอื่น ) ส่วนมากโรคนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กเพราะเป็นวัยที่ดวงตากำลังพัฒนา แต่วัยอื่นๆก็อาจเป็นได้ ยังไงก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจอยู่ดี ผมคัดลอกมากจากบทความที่นายแพทย์ท่านหนึ่งเขียนไว้จากเวปไซต์เพื่อสุขภาพ เครดิต+ที่มาอยู่ท้ายบทความนะครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลและแหล่งที่มา มา ณ ที่นี้ด้วย

***-----------------------------------***-------------------------------------***

<<< โรคตาขี้เกียจ (Amblyopia) >>>

- โรคตาขี้เกียจ (ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความขยันของเด็กนะครับ) เป็นโรคที่ทำให้ตาของเด็กมัวลง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที อาจทำให้ตามัวแบบถาวร และไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อโตแล้ว

- ก่อนจะเข้าถึงเรื่องโรค ขอเกริ่นนิดหน่อยครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น ตามปกติแล้ว ระบบการมองเห็นของคนเราจะไม่สมบูรณ์ มาตั้งแต่เกิด แต่จะมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆทั้งใน ด้านตัวลูกตา ส่วนประกอบของลูกตา และระบบประสาท ที่ ถ่ายทอดไปแปลผลที่สมองว่าตามองเห็น การพัฒนานี้จะมีตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ - แรกเกิด จนกระทั่งอายุประมาณ 6 ขวบ จึงจะเจริญสมบูรณ์ ซึ่งภายหลังจากการเกิดแล้ว การเจริญเติบโตของ ระบบการมองเห็นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับ การกระตุ้นด้วยการมองเห็นในตาทั้ง 2 ข้าง

- เด็กต้องใช้ตาทั้งสองข้างมองภาพในอัตราที่เท่าๆหรือใกล้เคียงกัน ตาทั้งสองข้างจึงจะเจริญได้อย่างเป็นปกติครับ ถ้ามีเหตุอะไรก็ตาม ทำให้ตาทั้งสองข้าง ไม่ได้ใช้มอง หรือใช้ตาข้างใดข้างหนึ่งมองน้อยกว่าอีกข้างในช่วงตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ ก็จะทำให้ตาข้างที่ใช้น้อยกว่านั้นเจริญไม่เต็มที่ และมัวกว่าตาอีกข้างไปตลอดชีวิตได้ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด กินยา หยอดยา เลเซอร์ หรือวิธีการใดใดครับ

[ อุบัติการณ์ ]

- เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการบกพร่องของการมองเห็นแบบถาวรของเด็ก
- พบได้ประมาณ 2% ของประชากร

[ สาเหตุ ]

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มครับ

1. กลุ่มที่เกิดจากความบกพร่องของอวัยวะรับภาพ และแปลผลภาพ (Organic causes)
– กลุ่มนี้แย่หน่อยครับ อาจจะได้แค่วินิจฉัย แต่รักษาได้น้อยมาก หรือไม่ได้เลย ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่น โรคเส้นประสาทตาฝ่อ(Optic atrophy), รอยแผลเป็นที่จุดรับภาพในจอประสาทตา(macular scar), การเสียหายของสมองส่วนที่แปลภาพจากการขาดออกซิเจน (Anoxic occipital brain damage) เป็นต้น อย่างไรก็ดี กลุ่มนี้พบได้น้อยครับ

2. กลุ่มที่เกิดจากการบดบังภาพที่เข้าสู่จอประสาทตา
– กลุ่มนี้พอรักษากันได้ไหวครับ และเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยกว่ากลุ่มแรกมาก ตัวอย่างเช่น

* โรคตาเข หรือตาเหล่ (Strabismus)
: เมื่อเด็กมีตาเข หากมีปริมาณน้อย เด็กอาจจะสามารถใช้กำลังกล้ามเนื้อในการปรับตาให้ตรง และใช้ตาสองข้างในการมองเท่าๆกันได้ โรคตาขี้เกียจก็ไม่เกิดแทรกซ้อน แต่ถ้าตาเขมากๆจนเกินกำลังในการปรับ เด็กอาจใช้ตาข้างใดข้างหนึ่ง ในการมองมากกว่าตาอีกข้าง ทำให้ตาข้างที่ไม่ค่อยได้ใช้ไม่เจริญเต็มที่ และมัวในที่สุด
* โรคสายตาสั้น – ยาว –เอียง แบบไม่สมมาตร (Anisometropia)
: ในเด็กบางคน อาจมีสายตาสองข้างไม่เท่ากัน เช่น ข้างขวาสั้น 100 แต่ข้างซ้ายสั้น 600 เป็นต้น ถ้าสายตาทั้งสองข้างแตกต่างกันมากพอ เด็กจะใช้ตาข้างเดียวที่ชัดกว่ามองภาพเป็นหลัก ในขณะที่ตาอีกข้างได้ใช้มองน้อย หรือไม่ได้ใช้เลย
* โรคที่ทำให้แสงผ่านเข้าในตาไม่ดี
เช่น โรคติดเชื้อในครรภ์มารดาบางชนิดทำให้กระจกตาดำขุ่น (มักขุ่นสองข้าง แต่อาจขุ่นไม่เท่ากันได้), โรคต้อกระจกแต่แรกเกิด, โรคเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา, หนังตาตก ซึ่งอาจเกิดกับตาข้างเดียว หรือเกิดกับทั้งสองข้าง แต่ปริมาณไม่เท่ากัน ก็ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจแทรกซ้อนตามมาได้ครับ

[ การรักษา ]

การรักษาโรคตาขี้เกียจ
1. ถ้าพบว่ามีสาเหตุ ก็แก้ที่สาเหตุ เช่น ถ้าตาขี้เกียจเกิดจากต้อกระจกในตาข้างใดข้างหนึ่ง (เราอาจมองเห็นว่าตรงกลางตาดำของเด็กดูขาวๆกว่าปกติ) ก็อาจพิจารณาผ่าตัดลอกต้อกระจกนั้นออกได้ เพื่อให้เด็กได้ใช้ตาข้างนั้นมอง, ถ้าเด็กมีปัญหาสายตาสั้นยาวไม่เท่ากันมากๆ ก็อาจแก้ไขด้วยการใช้แว่น เพื่อให้ทั้งสองตาเห็นชัดเท่าๆหรือใกล้เคียงกัน เด็กจะได้ใช้ตาทั้งสองข้าง เป็นต้น

2. กระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่เป็นโรคตาขี้เกียจมองมากขึ้น มีหลายวิธีครับ
- ที่นิยมที่สุดเป็นวิธีที่อาจจะฟังแล้วทะแม่งๆนิดหน่อย คือ การปิดตาข้างที่เห็นดีกว่าเสียเลย จะได้ให้เด็กใช้ตาข้างที่ขี้เกียจมาทำงานบ้าง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคุณพ่อคุณแม่มากหน่อย
- หยอดยาให้ตาข้างที่เห็นชัดมัวลง (มัวแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ไม่ใช่มัวแบบถาวรแทนอีกข้างนะครับ)

• โรค นี้ ถ้าวินิจฉัยถูก และให้การรักษาได้ทันท่วงที ก็มีโอกาสที่เด็กจะมองเห็นได้เป็นปกติครับ ซึ่งก็มักต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณพ่อคุณแม่ของน้องเค้ามากๆหน่อย แต่ถ้ารักษาช้า หรือพ่อแม่ให้ความร่วมมือน้อย เช่น ขอให้ปิดตาข้างที่ดีกว่า ก็ปิดบ้างไม่ปิดบ้าง ก็อาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลยครับ หรือในบางกรณี ถ้าโรคที่เป็นมีความรุนแรงมาก การรักษาที่สาเหตุได้ผลน้อย เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด หรือโรคติดเชื้อในครรภ์ ก็อาจได้ผลไม่เต็มร้อย แม้จะรักษาเร็วและถูกต้องก็ตามครับ

เอาเป็นว่า
- ถ้ามีอะไรผิดปกติ หรือสงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ ให้ลองปรึกษาหมอเด็ก หรือไม่ก็พาไปหาหมอตาเลยนะครับ อย่ารอ บางครั้งกว่าจะรอให้โตเสียหน่อยแล้วค่อยพาไปก็สายเกินแก้ครับผม
- ถ้ามีอะไรแปลกๆ เช่น น้องเห็นแต่ของเล่นที่ใกล้มากๆ, ดูตาเหล่ๆตลอดเวลา หรือดูเหล่ๆเป็นบางครั้ง, จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้, ชนโน่นชนนี่บ่อยเกินไป, เห็นตาดำดูผิดปกติ ตาดูโตไม่เท่ากัน, หนังตาข้างใดข้างหนึ่งตาๆลงมา ทำให้เห็นตาเปิดกว้างไม่เท่ากัน เป็นต้น ก็ไปหาหมอเลยครับ

### คัดลอกจาก >>> http://www.thaiclinic.com/medbible/amblyopia.html
บทความโดย >>> นพ.ณวัฒน์ วัฒนชัย จักษุแพทย์

***-----------------------------------***-------------------------------------***

- เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับข้อมูลเรื่องโรคตาขี้เกียจ ส่วนตัวผมน่าจะเป็นผู้ป่วยตาขี้เกียจกลุ่มที่2 ที่เป็นเพราะว่าใส่แว่นสายตาที่มีเลนส์ตาซ้ายมัวมากกว่าตาขวา ทำให้ใช้ตาขวามองภาพมากกว่าเพราะเห็นภาพได้ชัด จนในทีสุดตาซ้ายที่ไม่ได้ใช้งานจะเลื่อนไปข้างๆ กลายเป็นตาเหล่ตาเขไปแทน ตอนนี้ตัดแว่นใหม่แล้ว แต่ก็ยังคงมีอาการตาเหล่อยู่บ้างเวลาที่ใช้สายตามองอะไรนานๆ กะว่ามีงานการทำจะไปตัดแว่นกับจักษุแพทย์อีกที

 


edit @ 1 May 2008 19:58:22 by [Mr.O]

Comment

Comment:

Tweet

ผใปนอะตอนนี้อยากตายมา

ไม่ชอบปิดตาเลย

แม่ก็ด่า

พ่อก็ว่า

ไม่อยากเกิดมาเลย

#8 By เอ (115.87.121.236) on 2010-12-06 19:47

มันเป็นหยังงี้นี่เอง

#7 By ฟพะ (124.121.57.242) on 2008-06-20 18:02

จางกือบๆเป็นโรคนี้ละ ส่วนทิจจี้น่าจะเ็ป็นแล้วทั้ง
-3-*
ตาขี้เกียจ
รี่ขี้เกียจ
ฟริกจุงขี้เกียจ
ทุกคนขี้เกียจ

เผ่นๆ

#5 By รี่ (125.24.16.98) on 2008-04-29 00:23

มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย หุๆ มาเที่ยวนี้สาระจริงๆ
โฮ้..

มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ ..
ข้อนี้นี่ น่าปวดใจจริงๆเลย sad smile

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆค่ะ
เดี๋ยวจะจำเอาไว้ ไปสังเกตเจ้าตัวเล็กแถวบ้าน

#3 By ...... on 2008-04-28 13:00

wow wow wow มีประโยชน์จริงๆพึ่งเคยรู้นะเนี่ยbig smile

#2 By zero-be on 2008-04-28 12:55

น้องเคยเป็นง่ะ
ต้องปิดตาข้างนึงเพื่อให้อีกข้าง
(ปกติเป็นข้างเดียวกันหรอนั้น? เพิ่งรู้แฮะ)

#1 By -Zean-志不亮 on 2008-04-28 12:55