Think-Talk

 K-ON!

* รูปใหญ่ไปไหมครับเนี่ย  ภาพนี้จากปกซีดีอนิเม K-ON! โดย Kyoto Animation ค่ายนี้ผมติดตามผลงานมาพอสมควร  เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า *

       ดูจากเนื้อผ้าคนทั่วไปอาจคิดว่าก็แค่การ์ตูนญี่ปุ่น แอ๊บแบ๊วน่ารักธรรมดาๆ  ในตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เห็นว่าเป็นงานของKyoAni เลยลองโหลดมาดูตอนแรก 1 ตอน  เรื่องคร่าวๆก็ เป็นชีวิตวัยเรียนของโรงเรียนหญิงล้วนมัธยมปลาย ตัวเอกเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการสมัครชมรมให้ได้ในช่วงเรียนม.ปลาย สุดท้ายก็มาลงตัวที่ ชมรม K-ON (เค-อง = ชื่อชมรมเขาแปลว่า ดนตรีฟังสบายๆ ออกแนวเพลงป็อปครับ ) ทั้งๆที่ตนเองเล่นดนตรีไม่เป็นซักอย่าง  แต่สุดท้ายก็ได้เล่นกีต้าร์ด้วยความช่วยเหลือของสมาชิกชมรมที่เหลืออีก 3+1 คน ที่มีความฝันจะไปเล่นที่ "บูโดกัง"

       ในเรื่อง นอกจากตัวละครน่ารักแล้วยังปล่อยมุขตลอดเรื่อง ดูเพลินๆดี   แต่สำหรับผมมันได้อะไรจากเรื่องนี้มากกว่าที่คิด  เพราะในช่วงชีวิตม.ปลาย ผมเองกับเพื่อนสนิท 4 คน ก็เคยฝันจะทำวงดนตรีเหมือนกัน แต่มีคนเล่นดนตรีเป็นอยู่ 2 คนกะมัง ที่เหลือไม่เคยแตะแม้แต่น้อย  ที่สำคัญคือ โรงเรียนผมไม่มีกิจกรรมชมรมแบบในการ์ตูนหรอกครับ มีแค่ห้องซ้อมดนตรีของพวกวงเครื่องเป่าของโรงเรียนเท่านั้น เดินผ่านอยู่ประจำ แต่ไม่ได้เข้าไปแจมกะเขาเลย

       ตอนนั้นจำได้ว่าจริงจังถึงขั้น แต่งเนื้อร้องจากทำนองที่ฮัมเล่นๆของผมเอง (นึกทำนองออกตอนขี่จักรยาน กับนั่งรถประจำทางเสมอครับ) พอเอามาร้องให้เพื่อนฟัง โคตรจะเขินเลย   เนื้อหาก็ตามวัยละครับ ปิ๊งหญิงแต่อายไม่กล้าเข้าคุย  ...แต่ไม่นานนักความฝันของเรา 4 คน ก็ค่อยๆเลือนหายไป กับตำรา วิชาที่เรียน และเกรดเฉลี่ย (ผมเรียนสายวิทย์อยู่ห้อง/1 กับเพื่อนอีกคน ส่วนอีก 2คนอยู่/2)

       นอกจากเรื่องดนตรี สิ่งที่สะกิดใจจากอนิเมเรื่องนี้ก็คง ประเด็นต่อจากดนตรีนี่แหล่ะครับ "ความฝัน" ผมยอมรับว่าตอนนั้นสำหรับเราเด็กม.ปลายความฝันทุกคนคือ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ซักแห่ง ซึ่งก็รู้มันอยู่แค่นั้นแหล่ะ เข้ามันให้ได้ซะก่อน ตำรากองท่วมหัว เรียนพิเศษ เกรดเฉลี่ย โดยที่ไม่รู้ตัวเองว่า นั่นมันความฝันความต้องการของเราจริงๆหรือ เพราะทุกอย่างที่เข้ามาในหัวมาจากอาจารย์แนะแนวแทบทั้งสิ้น

       ผิดกับในอนิเม ที่ตัวเอก ยูอิ เป็นคนไม่เอาไหนซักอย่าง แต่พอได้เจอเพื่อนในชมรม ได้เล่นกีต้าร์ ก็มุ่งมั่นเต็มที่จนค้นหาตัวเองเจอ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำเต็มที่  ดูแล้วก็อยากย้อนกลับไปสนุกกับตอนม.ปลายให้เต็มที่แบบในอนิเมบ้าง แต่พอเราตื่นจากความฝัน ความเป็นจริงในปัจจุบันมันก็คนละเรื่อง (อารมณ์คนแก่ละครับ)


       ข้อเตือนใจที่ดี จากเรื่องนี้เห็นได้ชัดสุดก็คือ ใช้ชีวิตในวัยเรียนให้เต็มที่ ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องเล่น เพราะเมื่อเรียนจบมาแล้ว  คุณจะหาโอกาสใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว  ซึ่งคนที่เคยผ่านชีวิตช่วงนั้นมาก่อนทุกคนคงจะรู้ซึ้งถึงคุณค่าเป็นอย่างดี  น้องๆ ที่ยังศึกษาอยู่ถ้าทราบแบบนี้แล้ว  ก็ขอให้ใช้ชีวิตวัยเรียนให้คุ้มค่าอย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์นะครับ  (ส่วนผม อย่างน้อยก็พอจะมีความทรงจำที่ดีๆอยู่บ้าง  แต่ก็ยังเสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไรอีกมากมายในตอนนั้นอยู่เหมือนกัน  แต่ก็นะ คนเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ )

 

       บ้านเราเมืองเราในตอนนี้ ผมว่าเปิดกว้างกว่าแต่ก่อนเยอะมากๆ เยาวชนมีทางเลือกในชีวิตอนาคตมากมาย ถ้าทุกคนได้เรียนรู้ถึงเรื่องนี้ ก็คงจะดีไม่น้อย  ยิ่งค้นหาตัวเองได้ไวๆ หนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ  ไม่อยากให้เป็นเหมือนคนรุ่นผมที่ชีิวิตถูกตีกรอบด้วยค่านิยมเก่าๆ กับสิ่งลวงตามากมาย สุดท้ายจบมาก็แค่ปริญญาใบเดียว ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ไร้ซึ่งความฝันเดิมๆ ลงไปทุกทีๆ

       ขอบคุณ K-ON! ที่ทำให้ระลึกถึงช่วงชีวิตม.ปลายอีกครั้ง  และแล้วความฝันที่ฝุ่นจับเขรอะของผม ก็ถูกหยิบขึ้นมาทำความสะอาดอีกครั้งหลังจากทิ้งไว้ที่ก้นบึ้งของความทรงจำ วันวาน

    

 
 
 
 
***ทิ้งท้าย : นอกเรื่องนิดๆ***


       สำหรับ เมืองไทยตอนนี้ ผมยังอยากเห็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเรา เปิดโอกาสสร้างงานสร้างอาชีพอิสระให้มากกว่านี้หน่อย ถึงจะมีโครงการรองรับSME อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากเป็นการมุ่งเน้นแต่เรื่องธุรกิจ ผลกำไร โดยลืมเรื่องของจิตใจไป  ถ้าทุกคนช่วยกันหว่านเมล็ดพันธุ์ความฝันความดีงามไว้ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เห็นผล แต่ผมเชื่อว่า ในอนาคตมันจะเติบโตและผลิดอกออกผลให้ลูกหลาน สืบสานพัฒนาชาติเราต่อไป